Publication: ความต้องการในการพัฒนาตนเองของพยาบาลวิชาชีพ ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง
6
1
Issued Date
2018-12-21
Resource Type
Language
tha
File Type
application/pdf
Access Rights
Open Access
Rights
ผลงานนี้เผยแพร่ภายใต้ สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 4.0 (CC BY-NC-ND 4.0)
Rights Holder(s)
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
Suggested Citation
Dudsadee Atungkoon, ดุษฎี อรรจน์อังกูร (2018). ความต้องการในการพัฒนาตนเองของพยาบาลวิชาชีพ ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง. สืบค้นจาก: https://hdl.handle.net/20.500.14740/54516
Alternative Title(s)
Needs for self-improvement among nurses at university hospitals
Author(s)
Advisor(s)
Abstract
The objectives of this research are to study the needs for self-improvement among nurses at university hospitals. The samples in this research consisted of nurses who worked in university hospitals, with a total of three hundred and thirty people, questionnaires were used as a research tool. There were various statistical techniques utilized to analyze the data including percentage, mean score, standard deviation, independent sample t-test, one-way ANOVA and multiple regression analysis were applied as statistical analysis tools. The findings of this research revealed the following: Most of the nurses were female, aged between 22-30 years old, single, hold Bachelor’s degree, income between 25,001-35,000 Bath per month and period of performance less than ten years. The perceptions of the nurses on the overall job satisfaction was at a good level, which consisted of nine terms and only the compensation was at moderate level. The perceptions of the nurses on the overall organizational climate was at a good level. The perceptions of the nurses on the overall needs of self-improvement was at a good level. The findings of the research at a statistically significant level of .05 revealed the following: Nurses of different genders, ages, status level, education, income and period of performance did not differ in terms of self-improvement. The summary of the variations in the needs of self-improvement among nurses at university hospitals, in terms of job satisfaction were relationships between peers, advancement, recognition and job security. This can explain the needs for self-improvement by 20.4%. The organizational climate were relationships between decision-making practices and technological adequacy. This can explain the needs for self-improvement by 15.3%.
การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาความต้องการในการพัฒนาตนเองของพยาบาลวิชาชีพ ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง จำนวน 330 คน สถิติที่ใช้ คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติ t-test การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุ ผลการวิจัย พบว่า พยาบาลวิชาชีพส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ22-30 ปี สถานภาพโสด ระดับการศึกษาปริญญาตรี รายได้อยู่ที่ 25,001-35,000 บาท และประสบการณ์ในการปฏิบัติงานน้อยกว่า 10 ปี ระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับความพึงพอใจในการทำงานโดยรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน มีเพียงด้านเงินเดือนหรือค่าตอบแทน มีความพึงพอใจอยู่ในระดับปานกลาง ระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับการรับรู้บรรยากาศองค์กรอยู่ในระดับมากทุกด้าน และระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับความต้องการในการพัฒนาตนเองอยู่ในระดับมากทุกด้าน ผลการทดสอบสมมติฐาน ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 พบว่า 1. เพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา รายได้ และประสบการณ์ในการปฏิบัติงานที่แตกต่างกันมีความต้องการในการพัฒนาตนเองที่ไม่แตกต่างกัน 2. ความพึงพอใจในการทำงาน ได้แก่ ด้านความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน ด้านโอกาสความก้าวหน้าในตำแหน่งงาน ด้านการได้รับการยอมรับนับถือ และด้านความรู้สึกมั่นคงในหน้าที่การงาน โดยตัวแปรทั้ง 4 ตัวนี้ สามารถร่วมกันทำนายความต้องการในการพัฒนาตนเองของพยาบาลวิชาชีพ ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ได้ร้อยละ 20.4 3. การรับรู้บรรยากาศองค์กร ได้แก่ ด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และด้านการนำเทคนิคและวิทยาการมาใช้ในองค์กร โดยตัวแปรทั้ง 2 ตัวนี้ สามารถร่วมกันทำนายความต้องการในการพัฒนาตนเองของพยาบาลวิชาชีพ ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ได้ร้อยละ 15.3
การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาความต้องการในการพัฒนาตนเองของพยาบาลวิชาชีพ ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง จำนวน 330 คน สถิติที่ใช้ คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติ t-test การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุ ผลการวิจัย พบว่า พยาบาลวิชาชีพส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ22-30 ปี สถานภาพโสด ระดับการศึกษาปริญญาตรี รายได้อยู่ที่ 25,001-35,000 บาท และประสบการณ์ในการปฏิบัติงานน้อยกว่า 10 ปี ระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับความพึงพอใจในการทำงานโดยรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน มีเพียงด้านเงินเดือนหรือค่าตอบแทน มีความพึงพอใจอยู่ในระดับปานกลาง ระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับการรับรู้บรรยากาศองค์กรอยู่ในระดับมากทุกด้าน และระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับความต้องการในการพัฒนาตนเองอยู่ในระดับมากทุกด้าน ผลการทดสอบสมมติฐาน ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 พบว่า 1. เพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา รายได้ และประสบการณ์ในการปฏิบัติงานที่แตกต่างกันมีความต้องการในการพัฒนาตนเองที่ไม่แตกต่างกัน 2. ความพึงพอใจในการทำงาน ได้แก่ ด้านความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน ด้านโอกาสความก้าวหน้าในตำแหน่งงาน ด้านการได้รับการยอมรับนับถือ และด้านความรู้สึกมั่นคงในหน้าที่การงาน โดยตัวแปรทั้ง 4 ตัวนี้ สามารถร่วมกันทำนายความต้องการในการพัฒนาตนเองของพยาบาลวิชาชีพ ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ได้ร้อยละ 20.4 3. การรับรู้บรรยากาศองค์กร ได้แก่ ด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และด้านการนำเทคนิคและวิทยาการมาใช้ในองค์กร โดยตัวแปรทั้ง 2 ตัวนี้ สามารถร่วมกันทำนายความต้องการในการพัฒนาตนเองของพยาบาลวิชาชีพ ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ได้ร้อยละ 15.3
Description
MASTER OF BUSINESS ADMINISTRATION (M.B.A.)
บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (บธ.ม.)
บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (บธ.ม.)
Degree Grantor(s)
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
